หลังจากที่ได้รู้จักพวกเขากลุ่มคนดนตรี Bodyslam กันไปบ้างแล้ว คราวนี้เรามารู้จักพวกเขาให้มากขึ้นจากคอนเซ็ปท์ อัลบั้ม Save My Life ในเมื่อพวกเขาเชื่อว่า Music นี่แหละ ที่ Save My Life พวกเขา หาก Music ซึมซาบเข้าสู่เส้นเลือดพวกเขาขนาดนี้ แสดงว่าพวกเขาจะต้องผูกพันกับดนตรีมากๆ อย่างแน่นอน แล้ว Bodyslam เริ่มคลุกคลีกับดนตรี ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไปฟังคำตอบจากพวกเขากันเลย?
ตูน : โลกใบนี้...หมุนด้วยเพลงครับ ผมชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็กแล้ว ฟังลูกทุ่ง, ฟังพี่เบิร์ด รวมถึงเพลงฝรั่งด้วยนะ ผมเลยจะผูกพันกับเพลงมาตั้งแต่เด็ก ฟังเยอะมากๆ เพราะพ่อจะชอบเปิดให้ฟัง พอช่วงมัธยมเริ่มมีวงเป็นของตัวเอง ค่อยๆ พัฒนา แล้วก็เริ่มหันมาฟังเพลงร๊อค มันค่อยๆ ซึมเข้ามาเรื่อยๆ
ปิ๊ด : แต่ก่อน พ่อ-แม่ ผมเป็นนักดนตรี พอโตมา เค้าก็สอนให้เรารู้จักดนตรี ให้เล่นดนตรี พอมัธยมก็โตมากับตูน ได้เล่นดนตรีด้วยกัน เล่นเพลงโฟลก ซองส์ เพลงเพื่อชีวิตกันก่อนเลย จากนั้น มันก็ค่อยๆ ซึมเหมือนกันครับ (ขำ)
ชัช : คุณตาของผมเล่นดนตรีไทยครับ เค้าจะมีเครื่องดนตรีไทยเต็มบ้านเลย มันก็เลย ซึมเข้ามา แรกๆ เล่นฉาบก่อนเลย (ขำ) แล้วก็ลองเล่นชิ้นอื่นๆ ที่นี้พี่สาวผมชอบตีกลองมาก เลยชวนผมตีกลอง แล้วก็เริ่มเรียนดนตรีเลย ผมเคยเต้น B-Boy ด้วยนะ มันมีอยู่ช่วงนึง ช่วงนั้นฮิตมาก หยุดดนตรีไปพักนึงเลย ก่อนจะกลับมาเล่นแบบจริงๆ จังๆ ช่วงเข้าวิทยาลัย แล้วก็ได้มาร่วมวงกับตูน
ยอด : คุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว ก็เลยชอบคนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ พอฟังเยอะๆ ก็เริ่มอยากเล่นบ้าง เลยหันมาเล่นดนตรี ช่วงนึงที่ชอบ B- Boy แบบพี่ชัช แต่ตอนนี้ทำลายหลักฐานหมดแล้วครับ (ขำ)
ความผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่เป็นเด็ก ทำให้ทั้ง 4 กลายเป็น Bodyslam ในวันนี้ ชีวิตและสิ่งแวดล้อมในวัยเด็ก มีส่วนช่วยหล่อหลอมให้เป็นเราในทุกวันนี้ ท่าจะเป็นเรื่องจริง แล้วในเมื่อ ดนตรี Save My Life ของพวกเขา แล้ว พวกเขามีประสบการณ์ Save Your Life คนอื่น บ้างหรือเปล่า ?
ตูน : มีเรื่องนึง ที่ผมรู้สึกดีที่สุดในชีวิต ก็คือการที่ผม สามารถยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตตามที่ผมคิด ตามที่ผมเชื่อ แม้วิถีชีวิตแบบนี้จะไม่มั่นคงเท่าไหร่ก็ตาม คือหลังจากเรียนจบ ผมก็ไม่ได้หางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง คิดแต่ว่าอยากทำเพลง อยากมีอัลบั้ม พ่อแม่เลยจะมองว่าผม ผมไม่เอาไหน ไม่หางานทำเหมือนคนอื่น
.........ผมทำชุดแรกอยู่ 3 ปี ถ้าไม่ได้ออกเทผจริงๆ คงจะกลับไปมองหน้าพ่อ-แม่ไม่ได้อีกแล้ว คือเราอยากบอกเค้าว่า 3 ปีที่ผ่านมา เราทำอัลบั้มนี้นะ จนเมื่อคอนเสิร์ต Believe ที่ ธันเดอร์ โดม เมื่อ 2 ปีที่แล้ว วันนั้นพ่อกับแม่ เค้าเดินมาบอกกับผมว่า เค้าเชื่อเราแล้ว เค้าเห็นคนที่ตั้งใจมาดูพวกเรา ในวินาทีนั้น ผมแบบ...บอกกับตัวเองเลยว่า นี่แหละ! ที่เราดื้อมา เราทำตรงนี้ตั้ง 3 ปี ภูมิใจกับตัวเอง ดีใจมาก เหมือนช่วยให้เค้าดีขึ้นและแฮปปี้ เหมือนเราได้ตอบทุกอย่าง ด้วยภาพทั้งหมด ผมแฮปปี้สุดๆ ผมได้ Save ตัวเอง และ Save ทุกคน ด้วยครับ
ปี้ด : ก็คล้ายๆ กับตูนนะ คือวันแถลงข่าว Believe พี่ชัช เนี่ย! ร้องไห้เลย เราดีใจกันมาก เหมือนเป็นจุดสำเร็จแล้วของพวกเราแล้ว วันนี้ Save ชัช Life ครับ (ฮา)
ชัช : ทุกอย่างที่เราทำ เราทำเต็มที่ วันนั้นผมคาดหวังไว้ระดับนึง แล้วมันเกินคาดไปเยอะมาก ผมถึงกับต้องร้องไห้ออกมา ดีใจมากๆ วันนั้นได้ Save อะไร หลายๆ อย่าง
ยอด : ผมเคยทะเลาะกับพ่อ เพราะพ่อเป็นตำรวจค่อนข้างจะเคร่งครัด และอยากให้ผมทำอะไรที่มั่งคงกว่านี้ จนวันคอนเสิร์ต Believe ที่ขนกันมาทั้งครอบครัว ทั้งตระกูลเลยก็ว่าได้ (ขำ) ผมได้ทำให้เค้าเห็นว่า สิ่งที่ผมทำอยู่ เป็นสิ่งที่ผมต้องการมาทั้งชีวิต ทำให้เค้าก็ภูมิใจได้ ก็ไม่ขออะไรแล้วครับ ยิ่งในช่วงนั้น เป็นจุดหักเหของชีวิตของผมด้วยด้วย ดีใจครับที่เลือกเล่นดนตรีมา Save My Life ตัวผมเอง และยัง Save อีกหลายๆ คน
การทำบางสิ่งที่ทำออกไปแล้ว เราแฮปปี้และคนรอบข้างแฮปปี้ คือที่เราต้องการทั้งชีวิตไม่ใช่เหรอBodyslam ตอบโจทย์นี้ได้อย่างหมดข้อสงสัยขอปิดท้าย กับคอนเซ็ปท์ ซิงเกิลแรกของ Bodyslam กับ ยาพิษ ที่ว่า คำพูดที่ไม่ทันคิด เป็นเหมือนยาพิษ สำหรับคนที่งมงายมาฟัง พวกเขาคิดว่าคำไหนที่เป็น ยาพิษ สำหรับเขากันนะ
ที่ในเพลง ยาพิษ ใช้ คือ รักและคิดถึง เพราะ มันเป็นคำพูดที่ทุกคนรู้สึกได้ง่ายที่สุด สื่อได้มากสุด ผมคิดว่า รักและคิดถึง เป็นแค่ตัวอย่างนะผมอยากจะเหมารวมถึง คำพูดทุกคำที่เราอยากตั้งใจจะพูดถึงใครสักคน แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ จนบางทีเราต้องมานั่งเสียใจทีหลัง อยากจะให้ทุกคนรู้สึกว่า ต้องจริงใจต่อกันให้มากกว่านี้ แล้วพูดแต่ในสิ่งที่ดี โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน เพราะความเสียใจที่เกิดขึ้นจากตรงนี้ อาจทำให้เค้าแย่ไปเลย ถึงขั้น ฆ่าตัวตายได้เลยนะ










